2006/Feb/21

music

ตอนนี้บาสแทบจะไม่มีเวลานั่งว่างๆเลย

จันทร์ถึงศุกร์ก็ทำแต่งาน

ตารางชีวิตเลื่อนไหลไปอย่างรวดเร็ว

ต้องบอกว่า ตั้งแต่พ้นรั้วมหาวิทยาลัยมา

ไม่เคยมีสติกับงานที่ทำเท่านี้มาก่อนเลย

...

สนุกสนานกับงานไปวันๆแล้ว

เวลาที่เหลือเสาร์อาทิตย์

ก็ลอยไปลอยมาตามสถานที่ต่างๆ

ไม่ได้นั่งอยู่กับที่เลย

เหมือนชดเชยเวลาที่เสียไปในวันธรรมดา

เป็นการใช้ชีวิตให้สมดุลแบบเหนื่อยมากๆ

เทศกาลดนตรี

สามวันที่ผ่านมาเดินรวมกันแล้วเป็นไมล์ๆ

เริ่มตั้งแต่วันศุกร์กับงาน Bang Rock night

ที่ทำให้หลงรักวงดนตรีเท่ๆจากสิงคโปร์

เคยได้ดูวงไหนเล่นแล้วเหมือนโดนสะกดไว้มั้ยล่ะ

บาสเพิ่งเจอเป็นครั้งแรก

หลงรัก หลงรัก เพลงอาไรฟะ เพราะจัง...

แล้วก็ดูวง Goose แบบติดขอบเวที

กับซาวด์แบบเรดิโอเฮด แหม่...เด็กสมัยนี้เจ๋งนะ^_^

สาดเสียงกีตาร์กันสี่ตัว แมนมาก...

เช้าวันต่อไปกับเรื่องที่ต้องทำต้องดูอย่างกับหน้าที่

ไม่มีใครบังคับเล๊ยยย...

เทศการดนตรีผ่านไปแบบเหนื่อยแสนเหนื่อย

เพราะเราใช้เวลาทั้งหมดกับการเดินไปเดินมา

เพื่อนไปหาคนนั้นที รับคนโน้นมา

เดินไปห้องน้ำที อ้าว วงนี้เล่นแล้ว อ้าวเบียร์ยังไม่หมด

เดินกลับออกมา อ่ะ เดินไปทางโน้นคนนี้หาย คนนั้นหิว

เหนื่อยสาดดดดดดดดดดดดด...

แต่มันก็เป็นช่วงเวลาสดๆที่บาสแอบมีความสุขในใจ

แล้วแต่ว่าใครจะคาดหวังอะไรกับมันบ้าง

แต่บาสเป็นคนสนุกง่าย มีความสุขง่าย

โชคดีจังที่เป็นคนแบบนี้ได้ทันเวลา

ต้องขอบคุณความคิดความอ่านของตัวเองนะ..-__-

ใครบ่นว่าร้อน ใครบ่นว่าจัดงานห่วย

ใครบ่นว่าราคาบัตรแพง(แต่บาสได้ฟรี อิอิ)

มันก็แล้วแต่ความคิดน่ะนะ

แต่สำหรับบาสแล้ว

ได้เจอเพื่อนๆหลายคน

ได้บรรยากาศสดๆดิบๆ

ได้ฟังคนบ่นๆยิ้มๆ ขำๆเมาๆ

ไอ้เราก็เมาไปด้วย...

ได้เห็นอะไรใหม่ และได้ฟังเพลงที่อยากฟัง แบบ live

ได้นั่งปิคนิกคอกเทลที่ท้ายรถของคุณสเตอร์ลิ่ง กับวงสิงคโปรเมื่อคืน >_<

และเงี่ยฟัง เอียนบราวน์อยู่ไกลๆ

(เพราะเมาจนกลับไปที่งานไม่ทันแล้ว)

แหมอย่างกับอยู่เมืองนอก แล้วแอบโขมยดูคอนเสิตร์ชาวบ้านเค้าเลยนะ..

ได้เท่านี้ก็นับว่า สุขสุดยอดแล้วล่ะ

ทางออกเวลาที่คนน้อยเกินไปแล้วไม่สนุก

เราก็เบียดๆไปยืนกับคนเยอะๆข้างหน้า

ทางออกเวลาที่มันร้อน

เราก็เอายาหม่องของไอ้โอ๋ ทาตัว

หึ่งเลย แต่เย็นดีนะ^_^

Franzferdinand และ Placebo สุดยอดมากๆ

...

เสียงดนตรี

ทำให้บาสคิดถึงใครบางคน

ดนตรียังคงเชื่อมโยงเราไว้เสมอ

เชื่อมเธอกับใครอีกคน อีกคน และอีกคน

จนเชื่อมั้ยล่ะ เราสามารถวนมาเจอกัน

...

ไม่ว่าเพลงอะไรจะดังขึ้นอีกครั้ง

ไม่ว่าทำนองแบบไหนเธอจะชอบ หรือเฉยเมยกับมัน

แต่อยากให้เธอรู้ไว้อย่าง

ในทุกครั้งที่สรรพเสียงที่เรียกว่าดนตรี ดังขึ้นนั้น

มีคนเช่นฉัน

แอบรำพึงรำพัน ถึงเธออยู่เสมอ

...

...............คิดถึงจนน่าประหลาดใจแฮะ


edit @ 2006/02/21 19:13:22

2006/Jan/05

.

.................


ผ่านปีใหม่มาสี่วันแล้ว
ชีวิตฉันยังอยู่ในห้วงแห่งการพยายามก้าว
และพยายามจัดวางตัวตนของตัวเองใหม่
การเฉลิมฉลองผ่านไปอย่างเนือยๆ และเรียบง่าย
ทั้งที่ก่อนหน้านั้น พาตัวเองเดินทางไปถึงเชียงใหม่
และดั้นด้นไปถึงปาย...
แต่สุดท้าย
ฉันก็พบกว่า การนับถอยหลังท่ามกลางคนมากมายนั้น
มันไม่ได้ดีไปกว่าการนับสิ่งที่เราได้ทำ และยังไม่ได้ทำ
นับสิ่งที่เราพลาด และสิ่งที่เราควรเก็บรักษามัน
ฉันนั่งนับมันเงียบๆ แม้กระทั่งเรื่องแย่ๆของตัวเอง
เพื่อจะพบตัวตนที่แท้จริงๆของตัวฉัน
ก่อนที่จะหายใจผ่านสามร้อยหกสิบห้าวันไปอีกครั้ง
..
มันจึงเป็นความเงียบๆ เนือยๆ ท่ามกลางเสียงคนโห่ร้อง
ซึ่งฉันถือว่า มันก็ไม่ได้แย่อะไรนัก
...
ในขณะที่มีคนอีกหลายคน
ยังต้องทำหน้าที่ของตัวเอง
ยังต้องทำมาหากิน
ต้องมาคอยบริการคนอย่างพวกเรา
ที่ดั้นด้นมาเสียไกล เพื่อจะมาเบียดเสียดกันดื่มกิน
แย่งกันตามหา"ความสุขแบบสุดยอด" ในคืนที่เรียกว่าคืนเคาท์ดาวน์
พยายามที่จะเฉิลมฉลองอย่างตื่นเต้น.. เพื่อสุดท้าย ก็แค่หลับไปกับความเมามาย
และปล่อยให้วันใหม่ของปี เคลื่อนผ่านไปอย่างเฉยชา
...
ฉันตัดสินใจกอดเพื่อนที่ฉันรักที่สุด
จนแล้วจนรอด เราก็ยังไม่เคยได้เปิดใจคุยกัน
มันไม่เคยรู้ด้วยซ้ำ ว่าทำไม..ในคืนที่ใครต่อใครอยากอยู่กับคนที่เรารัก
คืนที่ใครต่อใครควรจะพาตัวเองไปอยู่ในที่ที่"เข้าท่า"
ทำไมนะ ฉันต้องมานั่งอยู่ข้างๆมันแบบนี้ด้วย...
ติดสอยห้อยตามมันมา ดูเผินๆก็ออกจะเป็นก้างขวางคอมันกับแฟนด้วยซ้ำ..


..
ฉันได้แต่ยิ้ม
และมองพลุแตกกระจายในทอ้งฟ้า
ตอนที่มันกอดกัน
..ใช่.. ใครๆรอบข้างก็กำลังกอดกัน
..
บางครั้งการสร้างสิ่งสวยงามบางอย่าง


ก็คือการทำให้บางสิ่งบางอย่าง...แตกสลาย...

...

.......

ตอนนี้ฉันเดินอยู่ในกรุงเทพ
ใจก็คิดถึง อ.ปาย อยู่แทบตลอดเวลา
ที่จริงแล้ว ฉันยังไม่ได้เขียนถึงสิ่งที่ตัวเองได้พบ
ได้ทำ และได้สัมผัส อีกมากมายหลายอย่าง
..
ลองหลับตานึกถึงหมอกที่จับตัวหนายามเช้า
ฉันเองที่ขี้เซาเป็นที่สุด
ก็ได้แต่นอนขนานกับที่นอนในบังกาโล
แล้วเฝ้ามองหมอกขาวๆที่ลอยตัวอยู่บนทุ่งหญ้าตอนแปดโมงเช้า
มองมันผ่านประตูที่เปิดทิ้งไว้ จนหลับไปอีกรอบทั้งอย่างนั้น

ขี่จักรยานแล่นผ่านตัวเมืองเล็กๆ

หยุดเก็บภาพเด็กอนุบาล..
หัวเราะกับแมวที่นอนพาดอย่างขี้เกียจบนกำแพง


นั่งแช่อยู่ในร้านกาแฟ ครึ่งค่อนวัน
เพื่อจะเขียนข้อความนิดเดียว ถึงคนที่ฉันรัก


...
มายากลไพ่ตอนหัวค่ำ
แสงไฟจากโคม และน้ำขิงจากกระบอกไม้ไผ่
..


ตอนที่ปล่อยให้จักรยานมันแล่นลงมาจากเนินเขาด้วยความเร็ว
ฉันแทบจะกางปีกออกเดี๋ยวนั้นเลย
แต่อืม เรายังไม่ใช่นกนี่นะ..
..


เห็นใครบางคนวาดโปสการ์ดตลอดวัน
และใครบางคน กำลังเป่าขลุ่ยอยู่ตรงหัวมุมถนน
และก็ใครอีกคน กำลังกางแผงขายสร้อยคอตรงลานวัด
..


ปายไม่ได้สวยไปกว่าเมืองเล็กๆที่ไหนเลย
แต่ความอิสระ และผ่อนคลายของแต่ละคนต่างหาก
ที่ทำให้โลกสวยงามอย่างที่สุด
แม้ว่าเราจะยืนอยู่ที่ไหนก็ตาม..
..


ไม่แปลกที่ผู้คนดูมีไมตรี
และคนมาเยี่ยมเยียนจะรู้สึกอบอุ่นจนกระทั่งกลับ..

แดดแรงๆไล้อาบผิวพวกเรา
แต่ไม่มีใครรู้สึกว่ามันรุณแรงเหมือนแดดที่ส่องลงมาในเมืองกรุง
ของเที่ยงวันแห่งการทำงาน..
..

ตกดึก อากาศเย็นๆเปลี่ยนเป็นหนาวยะเยือก
พวกเราแต่งตัวกันสุดฤิทธิ์
เพื่อสุดท้าย เสื้อหนาวตัวใหญ่ๆก็ปิดทับทุกอย่าง..-_-

...


ฉันอยู่อย่างลืมวัน และลืมเวลา
นาฬิกา และมือถือ อยู่ที่ไหนแล้วก็ไม่รู้เวลานั้น
...

สี่วันที่ปาย
จบลงด้วยการต้องย้ายลงมาเคาท์ดาวน์ที่เชียงใหม่
จึงเป็นเรื่องที่ฉันเฉยๆกับมัน
..

ที่ไหนก็ได้แล้วเวลานี้
ไม่มีอะไรดีไปกว่า การได้เดินทาง
และค้นพบอะไรหลายต่อหลายอย่าง

..
ฉันได้พบความเรียบง่าย
ความไม่เป็นเจ้าของ
ความไม่พยายามมีความสุข
และความอบอุ่น เวลาเรามองไปยังคนที่นั่งข้างๆ
..

ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่เราคิดไว้หรือไม่ก็ตาม
ไม่ว่ามันจะดีไปกว่านี้
หรือไม่ดีอย่างที่เราเผลอคาดหวัง..
..

เราจะยังรัก ในทุกๆอย่าง


และฉันจะยังรัก..ในทุกสิ่งทุกอย่าง


ที่ฉันค้นพบทุกครั้ง..ในตัวเอง.........


สบายดี...ปีใหม่ :)

2005/Dec/29





เช้าที่หนาวมากกกกก..ที่ปาย


..

เข้าวันที่สองแล้ว กับเมืองเล็กๆแต่เปี่ยมเสน่ห์นี้

เมื่อคืนพวกเราเสียเวลากับการเดินไปเดินมากันมาก

เพราะออกมาด้วยชุดที่คิดว่าอุ่นแล้ว

ตกดึก กลับยิ่งหนาวจนไอขาวๆลอยออกจากปาก

พวกเราตื่นเต้นดีใจสมที่อยากจะหนาวมานาน

พากันเดินๆ พูดๆ ให้เป็นไอออกมา แล้วก็กรี๊ดกร็าด >_<

...

แต่สักพักก็ต้องพากันกลับไปขุดเสื้อหนาวตัวหนาๆมาใส่

ไม่งั้นคงแข็งตายกันก่อนจะได้ดื่มด่ำบรรยากาศ...

..

กินข้าวผัดเนื้อย่างจิ้มแจ่ว

และแอบแทะเล็ม"ข้าวผัดบ้านปาย" ของริเอะที่นั่งอยู่ข้างๆ

แล้วเราก็เดินตลาดที่หนาวเย็นที่สุดที่เคยเดินมา

ได้ผ้าพันคอสีเบสๆแบบที่มามี๊อยากได้

เดินแทะไก่ย่างร้อนๆ สำรวจร้านรวงไปมา

...ผู้คนคึกคักมากคืนนี้

และดาวบนฟ้าก็ดูจะคึกคักเหมือนกัน

เพื่อนญี่ปุ่นสองคนทำเสียง โอ้โห.. แบบสำเนียงไทยเหน่อๆ

หลังจากที่เงยหน้ามองท้องฟ้า

เรามุ่งหน้าออกจากตัวเมืองเล็กๆ

หลังจากที่ถามทางช้าวบ้านเป็นที่เรียบร้อย

ถึงร้าน " ฺB-Bop " ที่ดังนักดังหนา

...

บรรยากาศแปลกตาไปเสียหมด

จู่ๆคนกรุงเทพจำนวนไม่น้อย

ก็มาเดินทำตัวหนาวๆที่นี่ด้วยกัน

..

ฉันคิดถึงเพื่อนๆและใครหลายต่อหลายคน

นึกครึ้มๆว่า อยากให้มารวมอยู่ที่นี่ด้วยกัน

...

ฉันอยากเห็นรอยยิ้ม ของคนที่ฉันรัก

อยากเป็นสุข เวลาที่ได้มองดาวเกลื่อนท้องฟ้าแบบนี้

ได้อมยิ้มปลื้มๆ

เวลาได้พาใครๆมาสุขใจไปด้วยกัน

ใครสักคน...ก็ได้นะ

^_^

..


.......

เวลานี้อุณหภูมิอยู่ที่ 13 องศา

และท้องฟ้าก็โรแมนติกมากๆ

ยิ่งมีความสุขมากๆ ฉันยิ่ง"คิดถึง"มาก

..

..

คืนนี้จบลงด้วยการนั่งคุยกับเจ้าของร้านMellow Yellow

เป็นชาวอังกฤษตัวเล็กๆหัวยุ่งๆ ที่ทำร้านได้เก๋กู๊ด

และเป็นฝรั่งที่เป็นมิตรมากๆ

นั่งจิบชาชื่อว่า Relaxing

พร้อมกับการคุยเรื่องการเมือง ทักษิณ รถติด

กรุงเทพ ปาย ไปจนถึงเรื่องเพลงดีๆที่มีเยอะมาก

เจอคนฟังเพลงคอเดียวกันเข้าอีกแล้วสิ..

เรากับเจ้าของร้าน พากันอวดวงดีๆใส่กันยกใหญ่

จนเพื่อนญี่ปุ่นสองคนที่มาด้วยทำท่าจะหลับ..

เรากับฝรั่งช่างพูดเลยต้องเซย์กู๊ดบาย กันเพียงแค่นั้น...

...

ตีสามแล้ว

หมอกลงจัดมากๆ

...

เป็นคืนที่นอนหลับด้วยความยากลำบาก เพราะแปลกที่

และหนาวชนิดที่เรียกว่า หลับไม่ลงเลยล่ะ...

..

...

....

.....

......

ค้นพบว่า

ต่อให้เราอยู่ไกลแค่ไหน

แปลกที่แค่ไหน

มีไม่กี่อย่างหรอกที่เราสามารถวางทิ้งไว้เบื้องหลัง

...

ถ้าเรายังต้องมีคำว่า.."กำหนดกลับ"..

มันยังต้องมีบางขณะ

ที่เราจะถูกดึงกลับไปอยู่ในภวังแห่งความคิดคำนึงต่างๆนาๆ

ความกังวล ที่ปลดทิ้งไปได้ยาก

...

...

ฉันคิดว่า

คนเรา จึงควรจะเป็นอิสระ

มากเท่าที่เราจะสามารถ หามาให้ตัวเองได้....

...

....

.....................................................................




...

บ่ายนี้

ย้ายที่พักมาอยู่ Family hut ริมแม่น้ำเล็กๆ

ข้างหน้าเป็นภูเขาและทุ่ง เหมือนแปลงปลูกอะไรสักอย่าง

ยังไม่ได้ลงไปมองชัดๆ

เดินข้ามสะพานไม้เล็กๆไปมา

..

ฮาจิเมะ พาไปกินแพนเค้กชิ้นโต ...สมใจอยาก...


แวะร้านโปสการ์ด

ให้ตายเหอะ ร้านแบบนี้ทำเอาเราเดือดร้อน

เพราะหมดเงินไปเยอะมากๆ

ตอนนี้รีบพาตัวเองออกมาแล้ว

แต่ก็ยังไม่ปลอดภัยดี..555

เพราะยังมีอะไรน่ารักๆน่าซื้ออีกมาก

..นี่ยังไม่รวมถึงของฝากเลยนะ... -_-'

..

แต่ตอนนี้ถึงเวลา เดินถ่ายภาพเก็บบรรยากาศกันก่อนแล้ว

...

....